วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

เทคโนโลยี


เทคโนโลยีในเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนวัตกรรมของสำนักงานเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 2 ชนิด คือสำนักงาน

1.Quantum Technological Change

2.Incremental Technological Change

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือกระบวนการปฏิบัติ หรือระบบใดๆ ซึ่งช่วยในการดำเนินความสะดวกในการย้ายข้อมูล


ประโยชน์ของเทคโนโลยี

1. ใช้ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน

2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ

3. พัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ

4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์กว้างไกลขึ้น

5. ช่วยในการควบคุม วางแผน และตัดสินใจ

6. สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

อุปสรรคของเทคโนโลยี

1. ขาดมาตรฐานคงที่

2. มีการต่อต้านจากผู้ใช้

3. การคัดค้านทางการเมือง


ข้อจำกัดของเทคโนโลยี
1. ขาดอิสระเพราะการพึ่งพาเทคโนโลยี เช่น Bug หรือ Software
2. ขาดมนุษยสัมพันธ์ในสำนักงาน


ผลกระทบของเทคโนโลยี

มีผลกระทบต่อพฤติกรรมในองค์การหรือสำนักงานในเชิงลบโดยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะมีการในคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอื่นใดมาแทนคน
การจัดการกับเทคโนโลยี


1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลการในเทโนโลยีมาใช้

2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่

3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติงานกับเทคโนโลยี

4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ

การจัดการกับเทคโนโลยี

1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลการในเทโนโลยีมาใช้

2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่

3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติงานกับเทคโนโลยี

4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ระบบบริหารการปรับรื้อ Reengineering





Reengineering
ความหมาย ระบบบริหารการปรับรื้อ Reengineering ความว่า การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว กิจกรรมหรือเทคนิคที่เน้นการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยเฉพาะใช้กับธุรกิจที่มีการบริการมาก ๆ เช่น การธนาคาร หรือถ้าเกี่ยวกับการผลิต การปรับรื้อหมายถึง การเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ระบบนี้จึงใช้ในธุรกิจบริการมากกว่า เทคนิคนี้เน้นการทำงานเพื่อให้ถูกต้องตามเป้าหมายที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของเหตุผลของงานนั้น ๆ โดยการเขียนแผนผังกระบวนการ แล้วพิจารณาโดยการระดมสมอง สัมภาษณ์ เลียนแบบ ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เพื่อปรับรื้อกระบวนการทำงาน
โดยมีคำศัพท์หลักที่สำคัญ ดังนี้
-พื้นฐาน (Fundamental) คำศัพท์หลักคำนี้เป็นคำถามพื้นฐานที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งธุรกิจหรือองค์การจะต้องพิจารณาถึงพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือกฎเกณฑ์ที่รองรับการดำเนินธุรกิจ และแฝงเร้นอยู่ในแนวทางปฏิบัติที่กำหนดขึ้นในการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไป มักช่วยให้องค์การพิจารณาได้ว่าสมมุติฐานหรือกฎเกณฑ์นั้นผิดพลาด ไม่เหมาะสมหรือล้าสมัย ทั้งนี้ โดยการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราจึงทำแบบนี้ ? ” , “ ทำไมเราจึงต้องทำอย่างที่เรากำลังทำอยู่ ? ” หรือ “ เราต้องทำอะไร หรือเราจะทำอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ? ” เป็นต้น
- ถอนรากถอนโคน เป็นศัพท์ที่แผลงมาจากภาษาลาตินว่า Radix ซึ่งหมายถึง ราก การคิดหรือการออกแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน หมายถึง การมุ่งที่รากแก้วของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเพียงผิวเผิน แต่เป็นการทิ้งของเดิมไปทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง หรือการออกแบบใหม่บนพื้นฐาน สมมุติฐาน หลักการ หรือกฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด
- ยิ่งใหญ่ (Dramatic) คำศัพท์หลัก “ยิ่งใหญ่” หรือ “ใหญ่หลวง” ในที่นี้ เป็นการเน้นย้ำว่า การทำรีเอ็นจิเนียริ่งมุ่งสู่การกระทำที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการทำงานที่ก้าวกระโดด หรือการบรรลุผลอันยิ่งใหญ่มโหฬาร เพราะความต้องการบรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้น การเพิ่มผลงาน หรือคุณภาพของผลงานเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง เพียงใช้วิธีการปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว
-กระบวนการ (Process) คำว่ากระบวนการ นับเป็นคำศัพท์หลักที่สำคัญอีกคำหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือยุ่งยากสำหรับการทำรีเอ็นจิเนียริ่งอีกคำหนึ่ง เนื่องจากผู้บริหารหรือผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจมักไม่ได้ให้ความสนใจกับ “กระบวนการ” ในระยะที่ผ่านมา มักมุ่งที่ตัวงาน เนื้องาน โครงสร้าง หรือตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานมากกว่า
“กระบวนการ” คือ กลุ่มของกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่หนึ่ง หรือในกิจกรรมของการนำปัจจัยนำเข้า และกิจกรรมอื่น ๆ ตามลำดับ จนถึงกิจกรรมสุดท้ายที่เกิดเป็นผลลัพธ์หรือการได้รับปัจจัยนำออกที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ตามแนวคิดของ อดัม สมิธ การดำเนินธุรกิจหรือการทำงานมักถูกแบ่งเป็นงานย่อย ๆ ที่ง่ายที่สุด เพื่อมอบหมายให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละงานมองไม่เห็นวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือละเลยผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานที่ต้องการอย่างแท้จริง แต่กลับมุ่งพิจารณาหรือให้ความสนใจอยู่กับแต่ละงานย่อยของกระบวนการดำเนินธุรกิจหรือกระบวนการดำเนินงานเท่านั้น

Reengineering...ย้อนรอยการธนาคารไทย
เมื่อวันก่อนไปเข้าไปใช้บริการของธนาคารในญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง .......ทำให้ผมอดนึกถึงธนาคารในบ้านเราไม่ได้
เมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา เวลาไปใช้บริการฝากถอนเงินที่ธนาคาร ไม่ว่าธนาคารไหนก็ตามในบ้านเรา คงต้องเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมงครับ เบื่อมากกับการรอคอย คิวที่ยาว แม้มีเก้าอี้ให้นั่งคอย คนก็ยังเยอะมาก เบียดเสียดยังกะดูหนังกลางแปลงกัน ผิดกันตรงที่ว่า ดูหนังกลางแปลงเร่ขายยา....สนุกกว่าเยอะครับ
สิบกว่าปีที่ผ่านมา การให้บริการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร เปลี่ยนไปเยอะ .... ธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารแห่งแรกที่แว๊บเข้ามาในความคิดของผม....เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คุณบรรฑูร ล่ำซำ เป็นคนแรก ที่เชิญที่ปรึกษาชาวต่างประเทศเข้ามาวางระบบการให้บริการทางการเงินใหม่หมด เพื่อรองรับกับกระแสการเปิดเสรีทางการเงิน BIBF ที่รัฐมนตรีท่านหนึ่งของพรรคหนึ่งทำไว้...และเรื่อง BIBF นี่เองที่เป็นจุดตั้งต้นของฟองสบู่แตกในเวลาต่อมา (ปี 2540)....ผมชักพาออกนอกเรื่องอีกแล้ว.....
ใครจะคิดเลยว่า....คิวการใช้บริการที่ยาวเป็นร้อย....และคนที่เบียดเสียดอัดกันอยู่ในธนาคาร....จะถูกแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว.......ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงเรื่องของ Reengineering.....เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงธนาคารเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา
แนวคิดของ Reengineering ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ทุกครั้งที่ทำ มักจะสะท้านวงการไปทั่ว ....เขาทำยังไงเหรอครับ..... เริ่มต้นก็วิเคราะห์ WorkFlow หรือกระแสของงานนั่นแหละครับ ว่ามีงานอะไรบ้าง มีการไหลของงานอย่างไร....แถมเพิ่มติดเข้าไปด้วยว่า....งานแต่ละงาน เริ่มต้นที่ไหน โดยใคร เวลาเท่าไหร่ แล้วไปต่อที่ใคร ทำอะไรกับงานชิ้นนั้น ใช้เวลานานแค่ไหน....ไล่ไปเรื่อยๆ จนจบงาน แล้วก็พบว่า......
มีงานมากมาย .....ที่ใช้เวลาทำเพียงไม่เกิน 10 นาที แต่ในระบบเดิมใช้เวลายาวมากกว่า 3-5 วัน.....
มีงานมากมาย .....ที่ส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยคนเหล่านี้ทำหน้าที่เพียงแค่การส่งผ่านเอกสาร....ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการให้ความเห็นหรือตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ โดยเอกสารเหล่านั้นกว่าจะไปถึงมือผู้ที่ต้องตัดสินใจบางครั้งใช้เวลามากกว่า 2 อาทิตย์
มีงานอีกมากมาย.....ที่เราใช้ขั้นตอนในการทำงานมากกว่า 10 ขั้นตอน และใช้คนทำงานมากเกินจำเป็น แถมบางครั้งไม่มีประสิทธิภาพเพียงพออีกด้วย ทั้งๆที่งานชิ้นนั้น สามารถทำเสร็จได้โดยคนเดียว เพียงแต่ต้องมอบหมายอำนาจให้คนนี้เพิ่มเติมขึ้น
มีงานอีกมากมาย....ที่ทำให้เร็วขึ้นได้ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และลดภาระงานของคนลง
เรื่องนี้เป็นที่มาของคำว่า.....One Stop Service หรือ เพียงคุณแวะมาที่นี่ที่เดียว ทำได้หมดเลยค่ะ หรือ.....ที่นี่เรารับประกันความพอใจ หากคุณได้รับสินค้าหลังจากคุณโทรมาเกินกว่า 30 นาที เรายกให้คุณกินฟรีเลยค่ะ....อะไรทำนองนี้
เขาทำได้อย่างไร .....มาเพียงเคาน์เตอร์เดียว ทำได้หมดทุกอย่าง......หรือเขาทำได้อย่างไร เพียงแค่ 30 นาทีเองเหรอ ได้รับสินค้าแล้ว.....คำตอบอยู่เรื่องนี้ อยู่ที่จุดเริ่มต้นว่า WorkFlow นี่แหละครับ....
Reengineering เป็นการยึดงานเป็นหลัก....แล้วออกแบบให้สิ่งอื่นๆเข้ามาสนับสนุน ซึ่งแนวคิดเรื่องนี้ ไปกันคนละทิศกับระบบราชการที่ออกแบบมาให้ยืดคนเป็นหลัก แล้วงานเป็นรอง เราก็เลยมีคนจำนวนมากที่ทำงานเพียงแค่การส่งผ่านเอกสาร แถมยังช้าเป็นวันอีกด้วย......
การออกแบบของ Reengineering.....เริ่มต้น .....ให้ลืมไปให้หมด......ว่าคุณทำงานอะไร อย่างไร.....ต่อไปเราจะไม่สนใจอีกแล้ว.......ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ศูนย์ ต่อไปนี้ ไม่มีกรอบ อะไรก็ได้ ขอให้เพียงตอบคำถามว่าแก้ไขปัญหานี้ได้ เป็นพอ.....นี่คือการระดมความคิดเห็นแบบที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์....สุดขั้วไปเลย.....หลังจากนั้นค่อยมาเลือกว่าเราจะเอาแนวทางไหนในการใช้จัดการกับปัญหา.....ทีนี้แหละ...ใช้เทคโนโลยีได้เลยตามสบาย......
โดยสรุปแนวคิด Reengineering เป็นการออกแบบการไหลของงานใหม่ โดยใช้งานเป็นหลัก คนเป็นรอง ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อะไรที่ไม่จำเป็นตัดออกให้หมด.......
งานนี้ ไม่ต้องให้ผู้บริหารเซ็นได้ไหม.....ผู้ปฏิบัติรับไปทำได้เลย หากจะป้องกัน ก็กำหนดวงเงินไว้ ถ้าไม่เกินวงเงินขนาดนี้ คุณผ่านไปได้เลย ไม่ต้องรอ
งานนี้ ยกคอมพิวเตอร์ให้คุณเลย คุณอยากรู้ข้อมูลอะไรกดดูได้จากคอม ไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ แล้วจบที่คุณเลยนะ...ไม่ต้องไปที่ใครอีก.....
งานนี้ ระบบการส่งเอกสาร เราจะใช้ e-document ส่งจากคุณถึงผู้บริหารโดยตรงเลยนะ ถ้าเป็นงานด่วน จะมีระบบเตือนให้ผู้บริหารเปิดและตัดสินใจได้ทันที ส่วนถ้าไม่ด่วน ผู้บริหารจะเปิดอ่านเวลา 9 โมงของทุกวันจ้า
งานนี้....ใครยังทำเกินเวลาที่กำหนดไว้....ต้องชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรนะ
หลังจากนั้น ผมก็ได้เห็นการยกเก้าอี้ที่ให้ผู้มาใช้บริการนั่งรอออกไป .....
หลังจากนั้น ผมก็เห็นการรื้อทำเคาน์เตอร์ใหม่ ที่จัดเรียงคิวใหม่ ทำเป็นคิวแถวเดียว แล้วไปใช้บริการได้ที่เคาน์เตอร์ที่ว่าง แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ไปยื่นเคาน์เตอร์ไหนก็รอที่เคาน์เตอร์นั่น
หลังจากนั้น ผมเห็นการรื้อผังธนาคารใหม่....อะไรที่เจอกับลูกค้า...ลงไปอยู่ข้างล่าง อะไรที่ไม่เจอกับลูกค้า....ขึ้นมาอยู่ข้างบน
หลังจากนั้น ผมเห็น พื้นที่สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการมากขึ้น ไม่คับแคบเหมือนเดิม
หลังจากนั้น ผมเห็นลูกอม วางอยู่บนเคาน์เตอร์ เอาไว้หยิบอมเล่น.....
หลังจากนั้น ผมเห็นอะไรอีกมากมาย....ที่เมื่อสิบปีที่แล้ว ผมคงนึกไม่ออกว่า ธนาคารจะเป็นอย่างไร นอกจากถ้าปิดไฟให้มืด มีข้าวโพดปิ้งชุบน้ำกะทิสักฝัก หรือมีปลาหมึกย่างสักชิ้นละก้อ....ใช่เลย ....เรากำลังดูหนังกลางแปลงนี่เอง

แหล่งที่มาของข้อมูล

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ไมเกรน



ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน 2-3 วัน หรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
อาการปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ
ไมเกรนพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ 10-40 ปี แต่พบในเด็กอายุ 7-8 ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ 18 ผู้ชายร้อยละ 6 และในเด็กร้อยละ 4 แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง
ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย

ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น 6 ระดับ
1. Classic Migraine เริ่มช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งมีอาการนำออร่า เช่น เห็นแสงแสบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่ง
2. Common Migraine มักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร มักปวดข้างใดข้างหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ
3. Hemoplegic Migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่ง เป็นช่วงสั้นๆ หรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา
4. Ophthalmoplegic Migraine ผู้ป่วยจะปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน
5. Basilar Artery Migraine ก่อนปวดศีรษะจะเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน
6. Status Migrainosus ผู้ป่วยจะปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ
ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่มีวิธีช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ล่าสุดในประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคไมเกรนจากศาสตร์การกดจุดรักษาโรค โดยการปรับระบบกล้ามเนื้อและการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เพื่อปรับสมดุลการทำงานของหลอดเลือดแดงที่อยู่ภายนอกและภายในศีรษะ อันเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะจะลดลงภายในครั้งแรกของการรักษา และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการกลับมาของไมเกรนได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยา ทั้งนี้ผู้ป่วยเป็นไมเกรนต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

แนะวิธีรักษาไมเกรน โดยไม่ใช้ยา ใช้น้ำมันสะระแหน่แต่ห้ามกินไวน์



นายภักดีกล่าวว่า ยังมีวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกัน ลด และบรรเทาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
• ประการแรก ต้องพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ไม่นอนดึกจนเกินไป เพราะหากพักผ่อนน้อย นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแล้ว ยังจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออีกด้วย
• ประการที่สอง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว การเต้นแอโรบิก หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาทีติดต่อกัน ประการที่สาม ต้องมีการควบคุม หรือวิธีการขจัดความเครียด โดยการหาเวลานั่งพัก หลับตา หยุดคิดเรื่องราวต่างๆ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือการทำสมาธิ ฝึกกำหนดลมหายใจเข้า-ออก อย่างมีสติ
• ประการที่สาม ควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่าอดอาหาร และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน จำพวกแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์แดง รวมทั้งหลีกเลี่ยงผงชูรส เนย นม ช็อกโกแลต กล้วยหอม ผลไม้ประเภทส้ม กาแฟ และชา
• ประการที่สี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้ เช่น สถานที่ที่มีแดดจัด อากาศร้อน เสียงดัง ไฟกะพริบ หรือหลีกเลี่ยงกลิ่นที่รุนแรง เช่น กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นบุหรี่ เป็นต้น ประการที่หก งดการสูบบุหรี่
• ประการสุดท้าย หากเกิดอาการปวด ควรลดหรือบรรเทาอาการปวดไมเกรน โดยรีบใช้ น้ำแข็งประคบ โดยนำผ้าขนหนูห่อก้อนน้ำแข็งไว้ แล้วนำมาลูบช้าๆ บริเวณที่ปวด ก็จะทำให้ รู้สึกดีขึ้นได้ หรือจะใช้ น้ำมันสะระแหน่นวดบริเวณที่ปวด.

แหล่งที่มาของข้อมูล

http://women.sanook.com/health/healthcare/sick_34792.php http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=67&post_id=12440

5124408043 นาย ธรรมนูญ ตั้งวิโรจน์ธรรม หมู่เรียน M5

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การสื่อสารทางไกล

การสื่อสารทางไกล Video Conference System

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันนี้การติดต่อสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในองค์ประกอบที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ทำให้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วเป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและในการติดต่อทางธุรกิจสิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้คือ การประชุม แต่การประชุมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต้องเสียเวลาและพลาดโอกาสต่างๆ ที่สำคัญ เนื่องจากต้องมีการเดินทางจากที่ต่างๆ เพื่อมาประชุมกัน ณ สถานที่ที่กำหนดที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งในการเดินทางนั้นจะต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่ายและยังเกิดความเสี่ยงในการเดินทางขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นในการนำอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาใช้ประโยชน์
Video Conference System เป็น การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ต่างสถานที่กันได้ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลในเวลาเดียวกัน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ Video Conference System
ในการนำระบบ Video Conference เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นช่วยให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ สามารถวัดผลที่ได้ออกมาในรูปของตัวเงิน คือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนในทางอ้อมนั้นวัดเป็นรูปตัวเงินได้ยาก เช่น ช่วยให้ประหยัดเวลา ช่วยอำนวยความสะดวก ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ดังสามารถสรุปประโยชน์ที่ได้เป็นดังนี้

1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุม, อบรม
2. สามารถทำการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
3. ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรมากขึ้น
4. ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทาง

มาตรฐานสำหรับระบบ Video Conference System
เพื่อให้ระบบวีดีโอคอนร์เฟอร์เรนซ์ มีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้ ITU-T ซึ่งเป็นองค์การด้านโทรคมนาคมสากล ได้กำหนดมาตรฐานระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Videoconferancing System) เพื่อนำไปใช้ในเครือข่ายข้อมูลแบบต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ๆ ได้แก่
1. H.320 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย WAN มีความเหมาะสมในการใช้เชิงธุรกิจ รองรับเครือข่ายได้หลายประเภท เช่น ISDN (Intergrated Service Digital Network) Leased Line รวมทั้งวงจรเช่าอื่น ๆ (satellite,microwave) มาตรฐาน H.320 นี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากให้คุณภาพในระดับที่ดีง่ายต่อการติดต่อ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเครือข่าย ISDN
2. H.321 และ H.310 เป็นมาตรฐานที่รองรับระบบเครือข่าย ATM เพื่อให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงในระดับสูงสุด โดยทั่วไปจะใช้ในอาคารหรือใน Campus เดียวกัน
3. H.323 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย LAN หรือ WAN ที่ส่งข้อมูลโดยใช้ IP Protocol เป็นหลักมีคุณภาพในระดับเดียวกับ H.320 มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
4. H.324 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์ (POTS : Plain Old Telephone System) มีคุณภาพ ค่อนข้างต่ำ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ

ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นการกล่าวถึงมาตรฐานทางด้านทางด้านเครือข่าย ในระบบ VideoConferance ยังประกอบด้วยมาตรฐานทางด้านภาพ (Video) และเสียง (Audio) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

มาตรฐานด้านภาพ


1. การบีบอัดข้อมูลภาพ ประกอบด้วย 2 มาตรฐานหลัก ได้แก่ H.261 และ H.263 (H.263+ หรือ H.263 V2) H.263 เป็นมาตรฐานที่ออกมาภายหลังเพื่อปรับปรุงให้สามารถบีบอัดสัญญาณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ใช้ Bandwidth น้อยลง
2. ขนาดของภาพ โดยทั่วไปในระบบ Videconferance จะมีวิธีการสร้างภาพอยู่ 2 วิธี คือ FCIF หรือ CIF และ QCF ซึ่งขนาดของภาพที่ปรากฎบนจอภาพจะมีขนาดเท่ากัน แต่จะมีความละเอียดแตกต่างกัน โดยภาพแบบ FCIF จะมีความละเอียดกว่า เพราะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพ 352ด288 จุด ในขณะที่ภาพแบบ QIF จะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพเสียง 176ด144 จุด (ขนาดของภาพเมื่อเปรียบเทียบจากปริมาณของจุดจะเท่ากับ 1/4 ของ FCIF)
นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Videoconferance ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ทำให้ระบบ Videconferanceสามารถรองรับความละเอียดทางด้านภาพได้สูงสุดในระดับ XGA (1024ด768) ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดและคมชัดมากกว่ามาตรฐานทั่วไป
3. ความเร็วในการสร้างภาพ (Frame Rate) คือจำนวนภาพที่ปรากฏบนหน้าจอใน 1 วินาที ซึ่งหากมีจำนวนภาพ ยิ่งมาก ก็จะทำให้คุณภาพของภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฎเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระตุกในระบบ Videoconfrance จะใช้อยู่ 2 ระดับ คือ 15 ภาพต่อวินาที (15 frame/sec หรือ fps) และ 30 ภาพต่อวินาที (30 frame/sec) โดยภาพที่มี frame rate สูง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ Bandwidth สูงตามไปด้วย ซึ่งที่ 30 fps จะใช้ Bandwdith อย่างต่ำ 384 Kbps อย่างไรก็ตามด้วยความเทคโนโลยี่ของทางบริษัทผู้ผลิตบางรายซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาจนสามารถส่งภาพที่ความเร็ว 30 fps โดยใช้ Bandwidth เพียง 256 Kbps ได้


มาตรฐานด้านเสียง 1. Narrowband เป็นคุณภาพของเสียงในระดับเสียงจากเครื่องโทรศัพท์ มีความถี่อยู่ในช่วง 300-3.4
KHz ซึ่งมีมาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ดังนี้
มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
G.711 64 Kbps
G.728 16 Kbps


2. Wideband คุณภาพเสียงที่ได้เหนือกว่า Narrowband มีความถี่อยู่ในช่วง 300 - 7 KHz ทำให้
คุณภาพเสียงที่ได้สดใส ชัดเจนกว่า มาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ได้แก่
มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
G.722 48 หรือ 56 Kbps
PT724 24 Kbps
PT716 16,24 หรือ 32 Kbps
G.722.1 16,24 หรือ 32 Kbps

3. Super Wideband เป็นมาตรฐานใหม่ ที่มีคุณภาพเสียงดีที่สุดโดยมีความถี่ทางด้านความถี่สูง สูงถึง 14 KHz ทำให้คุณภาพเสียงที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าเสียงที่ได้จากเครื่องเล่น CD

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ใช้ในการแชร์ข้อมูลระหว่างการประชุม คือ มาตรฐาน T.120 ซึ่งสามารถทำการรับส่งแฟ้มข้อมูล (File Transferring), การใช้ แอพลิเคชั่นร่วมกัน (application Sharing), การส่งข้อความระหว่างกัน (massage), การควบคุมระยะไกล (remote controlling), การใช้คลิบบอร์ดร่วมกัน (shared clipboard)

ตัวอย่างการใช้ Video Conference ในด้านต่างๆ










ด้านการศึกษา






ด้านธุรกิจ


ด้านราชการ

แหล่งที่มา

http://www.thaipresentation.com/technology/vdoconference/index.php

http://www.ecsolution.info/catalog.php?category=41

http://www.isriya.com/node/1278/itu-escap-disaster-communications-day-2

http://www.cdma3gen.com/images/NetworkCDMA%5B1%5D.JPG

http://www.thaipresentation.com/images/sony-videoconference/pcs-tl50-b.jpg

http://blog.sanook.com/PortalPics/_nanfah/images/default/Wireless_USB.jpg

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นาย ธรรมนูญ ตั้งวิโรจน์ธรรม รหัสนักศึกษา 5124408043

อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในระบบสำนักงานอัตโนมัติ

Computer
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญของการทำงานในสำนักงานอัตโนมัติอย่างหนึ่งซึ่งคอมพิวเตอร์นี้ จะอำนวยความสะดวกในการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น งานด้านเอกสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ การติดต่อสื่อสาร และอื่น ๆ





การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สำนักงาน
การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สำนักงาน มีข้อพิจารณาไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมากนัก ทั้งนี้ผู้เขียนขอแนะนำสรุปเป็นประเด็นดังนี้
- หน่วยประมวลผลกลาง – ความเร็วในการประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์สำนักงาน ควรพิจารณาจากลักษณะงานเป็นหลัก เช่นคอมพิวเตอร์สำนักงานทั่วไป สำหรับการพิมพ์จดหมาย รับส่งเอกสาร คำนวณข้อมูลที่ไม่ซับซ้อน ควรมีความเร็วในช่วง 550 - 800 MHz ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้างานอื่นๆ เช่นงานกราฟิก, งานโปรแกรมมิ่ง, งานประมวลผลระดับสูง ก็ควรพิจารณาความเร็วไม่น้อยกว่า 1 GHz
- หน่วยความจำ – เช่นเดียวกับความเร็วในการประมวลผล คอมพิวเตอร์สำหรับงานสำนักงานทั่วไป อาจจะมีความจุเพียง 64 – 128 MB แต่คอมพิวเตอร์สำหรับงานระดับสูงไม่ควรต่ำกว่า 128 MB และหากเป็นคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (Server) ก็ไม่ควรต่ำกว่า 512 MB
- อุปกรณ์อ่านและบันทึกข้อมูล – ฮาร์ดดิสก์ไม่ต่ำกว่า 40 GB ไม่น้อยกว่า 1 ตัว ช่องขับแผ่นดิสก์ (Disk Drive) ขนาด 1.44 นิ้ว 1 ช่อง ซีดีรอมไดร์ฟความเร็วไม่น้อยกว่า 40 x 1 ตัว สำหรับคอมพิวเตอร์งานระดับสูง ควรเพิ่มซีดีรอมไดร์ฟแบบเขียนทับได้ (CD-RW Drive) อีก 1 ตัวสำหรับการบันทึกทำสำเนา
- ช่องเสียบและพอร์ต (Slot & Port) – พอร์ตประกอบด้วย 1 PS/2 Port, 1 Parallel Port, 2 Serial Port, 2 USB Port เป็นอย่างต่ำ มีช่องเสียบแบบต่างๆ ไม่น้อยกว่า 4 ช่อง
- จอภาพ – จอภาพแบบจอสี ความกว้างหรือขนาดของจอ (วัดในแนวทแยงมุม) ไม่น้อยกว่า 15 นิ้ว สามารถแสดงผลความละเอียดไม่น้อยกว่า 1204 x 768 pixels ระบบประหยัดพลังงาน และแสดงผลแบบ Non-Interlace ซึ่งแสดงภาพได้นิ่ง ภาพไม่สั่นไหว



Printer
เครื่องพิมพ์ที่มักใช้งาน ก็จะมี 3 ประเภท คือ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ สำหรับพิมพ์งานที่ต้องการคุณภาพ เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต สำหรับพิมพ์งานสี และเครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม สำหรับการพิมพ์งานที่ใช้กระดาษต่อเนื่อง หรือกระดาษที่มีสำเนาในตัว เช่น เอกสารทางบัญชี หรือเอกสารของฝ่ายบุคคล เป็นต้น








Scanner

สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูลหรือรูปภาพเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นมันจะปรากฎขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เราเห็น ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารที่สามารถจะนำรูปไปใส่ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านหรือเป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่สามารถอ่านตัวอักษรได้


scanner มี 2 แบบคือ
1.แบบใช้มือถือ(handheld)มีลักษณะคล้ายกับปลายท่อดูดฝุ่นอันเล็กๆ เมื่อจอมันเข้ากับรูปภาพแล้ว สแกนมันเข้าไปทั่วภาพนั้น ภาพนั้นก็จะปรากฎบนจอภาพ หลังจากนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ใดๆก็ได้ เช่น ใส่ลงไปในเอกสาร ในหน้าหนังสือ ในแฟ็กซ์ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น
2.แบบตั้งโต๊ะ(desktop)สแกนเนอร์แบบนี้มักทำงานคล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อเอากระดาษที่มีภาพใส่ลงไปบนเครื่องสแกนเนอร์ ปิดฝาเครื่องแล้วกดปุ่ม ภาพบนกระดาษนั้นก็จะปรากฎบนจอภาพของคุณ เมื่อภาพปรากฎบนจอภาพก็สามารถเก็บรักษา(save)เอาไว้ในเครื่องได้

นาย ธรรมนูญ ตั้งวิโรจน์ธรรม รหัสนักศึกษา 5124408043

หลักเกณฑ์การพิจารณาและตัดสินใจในการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้

การพิจารณาการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้นั้นจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ ความหรูหรา และทันสมัยของสำนักงานอัตโนมัติ ซึ่งทุกคนก็คงอยากได้สำนักงานอัตโนมัติแบบนี้ แต่สำนักงานอัตโนมัติที่ดีนั้นจะตามมาด้วยราคาที่แพง จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าการใช้งานกับราคา
การตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้ ต้องเป็นหน้าที่ของบุคคลดังต่อไปนี้




  1. ผู้ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำนักงานอัตโนมัติ มักจะให้บริการด้านการให้คำปรึกษาหรือเป็นผู้จัดตั้งระบบโดยไม่คิดมูลค่า แต่มักจะพบว่าบริษัทผู้ขายพยายามยัดเยียดการขายมากเกินไป ทั้งที่บางครั้งอุปกรณ์บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้


  2. ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท บริษัทที่ต้องการมีสำนักงานอัตโนมัติ อาจจัดตั้งทีมงานขึ้นมาเองเพื่อทำการวิจัยด้านนี้โดยเฉพาะ และควรมีพนักงานที่มีความชำนาญด้านการจัดการข้อมูล


  3. ที่ปรึกษา บางบริษัทไม่มีพนักงานที่มีความชำนาญพอที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองได้ก็จะต้องอาศัยที่ปรึกษาภายนอกบริษัท


  4. ทีมงานเฉพาะกิจร่วมกับที่ปรึกษา เป็นการจับมือกันระหว่างบุคคลภายนอกและภายนอกบริษัท เพราะทีมงานในบริษัทย่อมรู้ซึ้งและให้ข้อมูลของบริษัทในขณะที่ปรึกษา ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด