วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การสื่อสารทางไกล

การสื่อสารทางไกล Video Conference System

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันนี้การติดต่อสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในองค์ประกอบที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ทำให้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วเป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและในการติดต่อทางธุรกิจสิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้คือ การประชุม แต่การประชุมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต้องเสียเวลาและพลาดโอกาสต่างๆ ที่สำคัญ เนื่องจากต้องมีการเดินทางจากที่ต่างๆ เพื่อมาประชุมกัน ณ สถานที่ที่กำหนดที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งในการเดินทางนั้นจะต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่ายและยังเกิดความเสี่ยงในการเดินทางขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นในการนำอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาใช้ประโยชน์
Video Conference System เป็น การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ต่างสถานที่กันได้ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลในเวลาเดียวกัน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ Video Conference System
ในการนำระบบ Video Conference เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นช่วยให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ สามารถวัดผลที่ได้ออกมาในรูปของตัวเงิน คือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนในทางอ้อมนั้นวัดเป็นรูปตัวเงินได้ยาก เช่น ช่วยให้ประหยัดเวลา ช่วยอำนวยความสะดวก ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ดังสามารถสรุปประโยชน์ที่ได้เป็นดังนี้

1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุม, อบรม
2. สามารถทำการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
3. ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรมากขึ้น
4. ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทาง

มาตรฐานสำหรับระบบ Video Conference System
เพื่อให้ระบบวีดีโอคอนร์เฟอร์เรนซ์ มีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้ ITU-T ซึ่งเป็นองค์การด้านโทรคมนาคมสากล ได้กำหนดมาตรฐานระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Videoconferancing System) เพื่อนำไปใช้ในเครือข่ายข้อมูลแบบต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ๆ ได้แก่
1. H.320 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย WAN มีความเหมาะสมในการใช้เชิงธุรกิจ รองรับเครือข่ายได้หลายประเภท เช่น ISDN (Intergrated Service Digital Network) Leased Line รวมทั้งวงจรเช่าอื่น ๆ (satellite,microwave) มาตรฐาน H.320 นี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากให้คุณภาพในระดับที่ดีง่ายต่อการติดต่อ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเครือข่าย ISDN
2. H.321 และ H.310 เป็นมาตรฐานที่รองรับระบบเครือข่าย ATM เพื่อให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงในระดับสูงสุด โดยทั่วไปจะใช้ในอาคารหรือใน Campus เดียวกัน
3. H.323 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย LAN หรือ WAN ที่ส่งข้อมูลโดยใช้ IP Protocol เป็นหลักมีคุณภาพในระดับเดียวกับ H.320 มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
4. H.324 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์ (POTS : Plain Old Telephone System) มีคุณภาพ ค่อนข้างต่ำ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ

ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นการกล่าวถึงมาตรฐานทางด้านทางด้านเครือข่าย ในระบบ VideoConferance ยังประกอบด้วยมาตรฐานทางด้านภาพ (Video) และเสียง (Audio) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

มาตรฐานด้านภาพ


1. การบีบอัดข้อมูลภาพ ประกอบด้วย 2 มาตรฐานหลัก ได้แก่ H.261 และ H.263 (H.263+ หรือ H.263 V2) H.263 เป็นมาตรฐานที่ออกมาภายหลังเพื่อปรับปรุงให้สามารถบีบอัดสัญญาณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ใช้ Bandwidth น้อยลง
2. ขนาดของภาพ โดยทั่วไปในระบบ Videconferance จะมีวิธีการสร้างภาพอยู่ 2 วิธี คือ FCIF หรือ CIF และ QCF ซึ่งขนาดของภาพที่ปรากฎบนจอภาพจะมีขนาดเท่ากัน แต่จะมีความละเอียดแตกต่างกัน โดยภาพแบบ FCIF จะมีความละเอียดกว่า เพราะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพ 352ด288 จุด ในขณะที่ภาพแบบ QIF จะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพเสียง 176ด144 จุด (ขนาดของภาพเมื่อเปรียบเทียบจากปริมาณของจุดจะเท่ากับ 1/4 ของ FCIF)
นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Videoconferance ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ทำให้ระบบ Videconferanceสามารถรองรับความละเอียดทางด้านภาพได้สูงสุดในระดับ XGA (1024ด768) ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดและคมชัดมากกว่ามาตรฐานทั่วไป
3. ความเร็วในการสร้างภาพ (Frame Rate) คือจำนวนภาพที่ปรากฏบนหน้าจอใน 1 วินาที ซึ่งหากมีจำนวนภาพ ยิ่งมาก ก็จะทำให้คุณภาพของภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฎเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระตุกในระบบ Videoconfrance จะใช้อยู่ 2 ระดับ คือ 15 ภาพต่อวินาที (15 frame/sec หรือ fps) และ 30 ภาพต่อวินาที (30 frame/sec) โดยภาพที่มี frame rate สูง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ Bandwidth สูงตามไปด้วย ซึ่งที่ 30 fps จะใช้ Bandwdith อย่างต่ำ 384 Kbps อย่างไรก็ตามด้วยความเทคโนโลยี่ของทางบริษัทผู้ผลิตบางรายซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาจนสามารถส่งภาพที่ความเร็ว 30 fps โดยใช้ Bandwidth เพียง 256 Kbps ได้


มาตรฐานด้านเสียง 1. Narrowband เป็นคุณภาพของเสียงในระดับเสียงจากเครื่องโทรศัพท์ มีความถี่อยู่ในช่วง 300-3.4
KHz ซึ่งมีมาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ดังนี้
มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
G.711 64 Kbps
G.728 16 Kbps


2. Wideband คุณภาพเสียงที่ได้เหนือกว่า Narrowband มีความถี่อยู่ในช่วง 300 - 7 KHz ทำให้
คุณภาพเสียงที่ได้สดใส ชัดเจนกว่า มาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ได้แก่
มาตรฐาน Bandwidth ที่ใช้
G.722 48 หรือ 56 Kbps
PT724 24 Kbps
PT716 16,24 หรือ 32 Kbps
G.722.1 16,24 หรือ 32 Kbps

3. Super Wideband เป็นมาตรฐานใหม่ ที่มีคุณภาพเสียงดีที่สุดโดยมีความถี่ทางด้านความถี่สูง สูงถึง 14 KHz ทำให้คุณภาพเสียงที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่าเสียงที่ได้จากเครื่องเล่น CD

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ใช้ในการแชร์ข้อมูลระหว่างการประชุม คือ มาตรฐาน T.120 ซึ่งสามารถทำการรับส่งแฟ้มข้อมูล (File Transferring), การใช้ แอพลิเคชั่นร่วมกัน (application Sharing), การส่งข้อความระหว่างกัน (massage), การควบคุมระยะไกล (remote controlling), การใช้คลิบบอร์ดร่วมกัน (shared clipboard)

ตัวอย่างการใช้ Video Conference ในด้านต่างๆ










ด้านการศึกษา






ด้านธุรกิจ


ด้านราชการ

แหล่งที่มา

http://www.thaipresentation.com/technology/vdoconference/index.php

http://www.ecsolution.info/catalog.php?category=41

http://www.isriya.com/node/1278/itu-escap-disaster-communications-day-2

http://www.cdma3gen.com/images/NetworkCDMA%5B1%5D.JPG

http://www.thaipresentation.com/images/sony-videoconference/pcs-tl50-b.jpg

http://blog.sanook.com/PortalPics/_nanfah/images/default/Wireless_USB.jpg

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นาย ธรรมนูญ ตั้งวิโรจน์ธรรม รหัสนักศึกษา 5124408043

อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในระบบสำนักงานอัตโนมัติ

Computer
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญของการทำงานในสำนักงานอัตโนมัติอย่างหนึ่งซึ่งคอมพิวเตอร์นี้ จะอำนวยความสะดวกในการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น งานด้านเอกสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ การติดต่อสื่อสาร และอื่น ๆ





การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สำนักงาน
การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์สำนักงาน มีข้อพิจารณาไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมากนัก ทั้งนี้ผู้เขียนขอแนะนำสรุปเป็นประเด็นดังนี้
- หน่วยประมวลผลกลาง – ความเร็วในการประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์สำนักงาน ควรพิจารณาจากลักษณะงานเป็นหลัก เช่นคอมพิวเตอร์สำนักงานทั่วไป สำหรับการพิมพ์จดหมาย รับส่งเอกสาร คำนวณข้อมูลที่ไม่ซับซ้อน ควรมีความเร็วในช่วง 550 - 800 MHz ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้างานอื่นๆ เช่นงานกราฟิก, งานโปรแกรมมิ่ง, งานประมวลผลระดับสูง ก็ควรพิจารณาความเร็วไม่น้อยกว่า 1 GHz
- หน่วยความจำ – เช่นเดียวกับความเร็วในการประมวลผล คอมพิวเตอร์สำหรับงานสำนักงานทั่วไป อาจจะมีความจุเพียง 64 – 128 MB แต่คอมพิวเตอร์สำหรับงานระดับสูงไม่ควรต่ำกว่า 128 MB และหากเป็นคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (Server) ก็ไม่ควรต่ำกว่า 512 MB
- อุปกรณ์อ่านและบันทึกข้อมูล – ฮาร์ดดิสก์ไม่ต่ำกว่า 40 GB ไม่น้อยกว่า 1 ตัว ช่องขับแผ่นดิสก์ (Disk Drive) ขนาด 1.44 นิ้ว 1 ช่อง ซีดีรอมไดร์ฟความเร็วไม่น้อยกว่า 40 x 1 ตัว สำหรับคอมพิวเตอร์งานระดับสูง ควรเพิ่มซีดีรอมไดร์ฟแบบเขียนทับได้ (CD-RW Drive) อีก 1 ตัวสำหรับการบันทึกทำสำเนา
- ช่องเสียบและพอร์ต (Slot & Port) – พอร์ตประกอบด้วย 1 PS/2 Port, 1 Parallel Port, 2 Serial Port, 2 USB Port เป็นอย่างต่ำ มีช่องเสียบแบบต่างๆ ไม่น้อยกว่า 4 ช่อง
- จอภาพ – จอภาพแบบจอสี ความกว้างหรือขนาดของจอ (วัดในแนวทแยงมุม) ไม่น้อยกว่า 15 นิ้ว สามารถแสดงผลความละเอียดไม่น้อยกว่า 1204 x 768 pixels ระบบประหยัดพลังงาน และแสดงผลแบบ Non-Interlace ซึ่งแสดงภาพได้นิ่ง ภาพไม่สั่นไหว



Printer
เครื่องพิมพ์ที่มักใช้งาน ก็จะมี 3 ประเภท คือ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ สำหรับพิมพ์งานที่ต้องการคุณภาพ เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต สำหรับพิมพ์งานสี และเครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม สำหรับการพิมพ์งานที่ใช้กระดาษต่อเนื่อง หรือกระดาษที่มีสำเนาในตัว เช่น เอกสารทางบัญชี หรือเอกสารของฝ่ายบุคคล เป็นต้น








Scanner

สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูลหรือรูปภาพเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นมันจะปรากฎขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เราเห็น ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารที่สามารถจะนำรูปไปใส่ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านหรือเป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่สามารถอ่านตัวอักษรได้


scanner มี 2 แบบคือ
1.แบบใช้มือถือ(handheld)มีลักษณะคล้ายกับปลายท่อดูดฝุ่นอันเล็กๆ เมื่อจอมันเข้ากับรูปภาพแล้ว สแกนมันเข้าไปทั่วภาพนั้น ภาพนั้นก็จะปรากฎบนจอภาพ หลังจากนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ใดๆก็ได้ เช่น ใส่ลงไปในเอกสาร ในหน้าหนังสือ ในแฟ็กซ์ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น
2.แบบตั้งโต๊ะ(desktop)สแกนเนอร์แบบนี้มักทำงานคล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อเอากระดาษที่มีภาพใส่ลงไปบนเครื่องสแกนเนอร์ ปิดฝาเครื่องแล้วกดปุ่ม ภาพบนกระดาษนั้นก็จะปรากฎบนจอภาพของคุณ เมื่อภาพปรากฎบนจอภาพก็สามารถเก็บรักษา(save)เอาไว้ในเครื่องได้

นาย ธรรมนูญ ตั้งวิโรจน์ธรรม รหัสนักศึกษา 5124408043

หลักเกณฑ์การพิจารณาและตัดสินใจในการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้

การพิจารณาการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้นั้นจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ ความหรูหรา และทันสมัยของสำนักงานอัตโนมัติ ซึ่งทุกคนก็คงอยากได้สำนักงานอัตโนมัติแบบนี้ แต่สำนักงานอัตโนมัติที่ดีนั้นจะตามมาด้วยราคาที่แพง จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าการใช้งานกับราคา
การตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้ ต้องเป็นหน้าที่ของบุคคลดังต่อไปนี้




  1. ผู้ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำนักงานอัตโนมัติ มักจะให้บริการด้านการให้คำปรึกษาหรือเป็นผู้จัดตั้งระบบโดยไม่คิดมูลค่า แต่มักจะพบว่าบริษัทผู้ขายพยายามยัดเยียดการขายมากเกินไป ทั้งที่บางครั้งอุปกรณ์บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้


  2. ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท บริษัทที่ต้องการมีสำนักงานอัตโนมัติ อาจจัดตั้งทีมงานขึ้นมาเองเพื่อทำการวิจัยด้านนี้โดยเฉพาะ และควรมีพนักงานที่มีความชำนาญด้านการจัดการข้อมูล


  3. ที่ปรึกษา บางบริษัทไม่มีพนักงานที่มีความชำนาญพอที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองได้ก็จะต้องอาศัยที่ปรึกษาภายนอกบริษัท


  4. ทีมงานเฉพาะกิจร่วมกับที่ปรึกษา เป็นการจับมือกันระหว่างบุคคลภายนอกและภายนอกบริษัท เพราะทีมงานในบริษัทย่อมรู้ซึ้งและให้ข้อมูลของบริษัทในขณะที่ปรึกษา ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด